| |
ประวัติองค์เจ้าเทพ |
|
| |
|
|
|
| |
ประวัติองค์ไต้ฮงกงโจวซือ |
|
|
| |
 |
ในสมัยราชวงศ์ซ้อง ได้เกิดบุคคลสำคัญขึ้นท่านหนึ่ง แซ่ลิ้ม เป็นชาวมณฑลฮกเกี้ยนและมีสติ ปัญญาปราดเปรื่องสามารถสอบไล่ ได้ตำแหน่ง "จิ้นสือ" และเข้ารับราชการในตำแหน่ง นายอำเภอ มณฑลเจียะเจียง ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สามารถ ปกครองราษฎรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ต่อมาท่านเกิดความเบื่อ หน่ายในชีวิตราชการ ท่านจึงได้ สละลาภยศอันสูงเกียรติออก อุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนานิกายมหายาน ณ วัดแห่ง หนึ่งในมณฑลฮกเกี้ยนได้รับฉายาว่า "ไต้ฮง" เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้หมั่น บำเพ็ญ ศาสนกิจ ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน |
|
| |
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุธรรม อันวิเศษ ท่านไต้ฮงพำนักอยู่ที่วัดดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี ด้วยจิตที่เปี่ยมไปด้วยความ เมตตากรุณาต้องการออกโปรดสัตว์ ท่านจึงได้ออกธุดงควัตรจากเมืองฮกเกี้ยนไปตาม เมืองต่างๆ ตลอด เส้นทางที่ท่านธุดงค์ผ่านไปนั้น เมืองใดที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ท่านก็ จะช่วยขจัดปัดเป่า บรรเทาทุกข์ให้เมืองใดที่ทำการสร้างถนนหรือสะพาน ท่านก็จะช่วยเหลือ จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ในบางแห่งที่มีโรคระบาด มีคนเจ็บและล้มตาย ท่านก็จะช่วย นำยารักษาโรคออกแจกจ่ายแก่ผู้เจ็บป่วย และออกบิณฑบาตไม้ มาทำโลงศพและนำศพไปบรรจุฝังตามธรรมเนียม พระภิกษุไต้ฮงออกธุดงค์โปรดสัตว์อยู่หลายปี จนกระทั่งผ่าน มายังเมืองแต้จิ๋ว ก็มีพุทธศาสนิกชน นิมนต์ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งบนภูเขาปักซัว อำเภอเตี่ยนเอี้ย ซึ่งตลอดเวลา ที่ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดแห่งนี้ท่านได้บำเพ็ญศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ด้วยความมีเมตตาธรรม จนเป็นที่ เลื่องลือไปทั่ว ทำให้บรรดาสาธุชน ที่มีความศรัทธาเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในบวรพุทธศาสนา เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ท่านยังได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ดังกล่าวจน กลายเป็น พระอารามใหญ่ เจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ (ประวัติโดยย่อ) |
|
| |
ประวัติองค์เจ้าแม่กวนอิม |
|
|
| |
 |
พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา จุติลงมายังโลกมนุษย์เพื่อ มาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของ กษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรม ลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยว จวงไม่เห็นด้วยจะบังคับให้ เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไปแต่เจ้าหญิง เมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอมแม้จะ ถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่ อย่างใด ต่อมาองค์หญิงสาม ได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้ เปลี่ยนความตั้งใจแต่ก็ มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่า |
|
| |
ไม่ได้ผลจึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาวและให้เอางาน ของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมี พระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงาน การต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญ ใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาว จนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้น ที่ปลอดภัย รอดชีวิตมาได้ พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้ว ยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับ เจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่ แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถ บรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่ พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณ วิถีว่า พระบิดากำลัง ประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและ แขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็น ปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทาง ดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์ กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน |
|
| |
ประวัติองค์ฮ้อเฮี้ยฮุ้งเซียโจ้ว |
|
|
| |
 |
ตอนต้นราชวงศ์หมิงมี “ ซักบ้อเซียน ’’ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่ง ชัยภูมิทำเลที่ตั้งทั้งหลาย ท่านสามารถชัยภูมิว่าเป็นที่ที่เป็นมลคล หรือเป็นอับมลคลได้อย่าง แม่นยำ เหมือนดั่งตำรา เพียงท่านได้ก้มลง นั่งยอง ๆ ณ ที่ใดก็ตามสถานที่ แห่งนั้นมักจะเป็น ที่ที่เป็นศิริมงคล ดังนั้นผู้คนจึงมักแกะสลักคำทำนาย ทายทักของท่านเป็นอักษรตัวเว้า ด้วยวัตถุในสมัยโบราณเพี่อเป็นการทดสอบความแม่นยำตามทำนาย ของท่านนอกจากนี้ยังมีการกล่าว ถึงท่าน ฮ้อเอี้ยฮุ้น ตั้งแต่ อิ๋วเหลียงพ่ายศึกท่านแกล้งเป็นบ้ารอนแรมร่อนเร่มาถึง ณ ที่แห่งนี้ ตอนต้นราชวงศ์หมิงมี “ ซักบ้อเซียน ’’ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่ง ชัยภูมิทำเลที่ตั้งทั้งหลายท่านสามารถชัยภูมิว่าเป็นที่ที่เป็นมลคลหรือ เป็นอับมลคลได้อย่างแม่นยำเหมือนดั่งตำรา เพียงท่านได้ก้มลง นั่งยอง ๆ ณ ที่ใดก็ตามสถานที่แห่งนั้นมักจะเป็นที่ที่เป็น ศิริมงคล ดังนั้นผู้คนจึงมักแกะสลักคำทำนายทายทักของท่านเป็นอักษรตัวเว้า |
|
| |
ด้วยวัตถุใน สมัยโบราณ เพี่อเป็นการทดสอบความแม่นยำตามทำนายของท่าน นอกจากนี้ยังมีการ กล่าวถึงท่าน ฮ้อเอี้ยฮุ้น ตั้งแต่ อิ๋วเหลียงพ่ายศึกท่านแกล้งเป็นบ้ารอนแรมร่อนเร่มาถึง ณ ที่แห่งนี้ แต่ไม่อาจทราบถึงที่อยู่อันเป็นหลักแหล่งที่แน่นอนของท่านได้รู้แต่เพียง ว่าส่วน ใหญ่ ท่านจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านห่งกังกับตระกูลโล้ว และยังมีคำร่ำลือว่านอกชนบทแห่งนี้มีสุสานที่ฝังศพของท่านด้วย แท้ที่จริงแล้ว ‘ ซักบ้อเซียน ’’ หรือ ‘ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ’’ ก็คือบุคคลนั้นเอง ท่านฮ้อเอี้ยฮุ้น อดีตคือเสนาธิการ กองทัพของกษัตริย์ ตั่งอิ๋วเหลียง แห่งราชวงศ์ ฮั่นอันเกรียงไกร ตั่งอิ๋วเหลียง กับจูง่วงเจีย หลังจากได้นำกองทัพผ้าพันคอสีแดงออกทำ การล้มล้างราชวงศ์ง้วงแล้วทั้งสองได้แย่งชิงกัน เข้าครอบครองในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ 1393 ตลอด ระยะเวลา 85 วัน ของการทำศึกสงครามที่ทะเลสาบ พัวเอี่ยงโอ๊ว ปรากฏว่าตั่งอิ๋วเหลียงได้รับชัยชนะถึง 99 ครั้ง แต่ในที่สุดในการทำศึก ครั้งสุดท้ายได้พ่ายแพ้แก่จูง่วงเจียโดยถูกศรสิ้น พระชนม์ดังลี่เป็นโอรสของตั่งอิ๋วเหลียง ได้สืบทอดบัลลังก์แทนแต่ตังลี่ได้ยอมแพ้แก่ จูง้วงเจีย เมื่อจูง่วงเจียได้รับชัยชนะจึงได้สถาปนาราชวงษ์หมิงขึ้นมาแต่ เหล่าแป๊ะอุง เสนาธิการกองทับของจูง่วงเจีย กับมิอาจลืมเลือน บทเรียนความพ่ายแพ้ศึกถึง 99 ครั้ง ในอดีตได้ท่านยกยองและนับถือในความสามารถของฮ้อเอี้ยฮุ้น เป็นอย่างมาก จึงได้กราบบังคมทูล เสนอกษัตริย์จูง่วงเจียให้ทรงรับฮ้อเอี้ยฮุ้นเป็นเสนาบดี ซึ่งพระองค์ก็ทรงอนุญาตและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ณ พระราชวังโดยทันที ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ฮ้อเอี้ยฮุ้นเข้าเฝ้ารับสนองพระบรมราชโองการแต่ปรากฏว่าฮ้อเอี้ยฮุ้นปฏิเสธด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม หลังจากที่ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ได้ปฏิเสธการรับตำแหน่งเสนาบดีแล้วท่านก็ได้ออกร่อนเร่พเนจรไปตามที่ต่าง ๆ โดยปกปิดชื่อเสียง เรียงนามแกล้งทำตัวเป็นบ้า ในช่วงระหว่างปีอั่งยู้แห่ง ราชวงค์หมิง ฮ้อเอี้ยฮุ้นร่อนเร่จากเหนือไปยังใต้จนถึงเขตแต้จิ๋ว ในยามชราจึงได้ ปักหลักที่ชนบทกุ๊ยสื่อฮวง ณ เมืองเตี่ยเอี๊ย ซึ่งในสถานที่แห่งนี้นี่เอง ที่ฮ้อเฮี้ยฮุ้น ได้รับการสรรเสริฐกล่าวขานจากชาวบ้านทั่วไปมากมาย และมีการเล่าขานสืบทอดกันมาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ฮ้อเอี้ยฮุ้น ได้รับเสื้อเทพเจ้าชนบทแห่งเมืองเทพเจ้าซึ่งเป็นที่มาแห่งเมืองประตูเทพเจ้า แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ “ ประตูคีแจ่มึ๊ง ’’ “เพ๊กชวงพบฮ้อเอี้ยฮุ้นอย่างอัศจรรย์ สัญลักษณ์ที่ใช้กิ่งใบต้นไทรแขวนไว้บนขอบประตูในเทศกาล ง่วงเซียว ( เทศกาลขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ตามปีปฎิทินจีน ) หรือแม้แต่ เจียะเต็ง ( ศาลาหิน ) ซึ่งมีที่มาจากเรื่องการสร้างศาลของ ฮ้อเอี้ยฮุ้นแล้วแต้ก๊กเส่งทำลายจนหอก หักตามคำทำนายของฮ้อเอี้ยฮุ้น เรื่องราวที่เล่าขานสืบทอดกันมาเกี่ยวข้องกับ ฮ้อเอี้ยฮุ้น หรือซัก บ้อเซียน ระหว่างที่ท่านพำนักอยู่ในเขตแต้จิ๋วทั้งสิ้น กาลเวลาผ่านไปอันยาวนานในวันที่ท้องฟ้าแจ่มในวันหนึ่งขณะที่ ‘ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ’’ หรือ ‘ ซักบ้อเซียน ’’( เทพเจ้าเหา ) ซึ่งพำนักอยู่กับแม่เฒ่าตระกูลโล้ว ฮ้อเอี้ยฮุ้นได้ถอดเสื้อคลุมออก ผึ่งแดดและพักผ่อนนอนหลับ ท่านผู้เฒ่า ผู้เป็นเจ้าของบ้านเห็นว่าเสื้อคลุมของท่านทั้งสกปรกทั้งเหม็น และเต็มไปด้วยเหา จึงได้ลงมือนำน้ำร้อนมาราดที่เสื้อของฮ้อเอี้ยฮุ้น ทำให้ ฮ้อเอี้ยฮุ้นตกใจตื่นขึ้นมาด้วยความร้อนรุ่ม สุดทนและร้องเสียงดังลั่นว่า ‘ชีวิตฉันจบสิ้นแล้ว” เพราะว่าขณะที่แม่เฒ่าราดน้ำร้อนลง เสื้อคลุมนั้น เหาที่อาศัยอยู่ในเสื้อของท่านได้ถูกน้ำร้อนลวกตายหมด ตัวท่านฮ้อเอี้ยฮุ้นเองก็เหมือนถูกลวกด้วยน้ำร้อนด้วยเช่นกัน ท่านรู้ ตัวว่ามิอาจจะหลีกพ้นจากภัยพิบัติ อันใหญ่หลวงนี้ได้ ท่านจึงได้สั่งเสียแก่คนทั้ง 5 คน ในตระกูลโล้วให้ จัดการฝังศพของท่านที่หมู่บ้าน ห่งกัง ในทำเลที่เป็นอัวะกูตี่อันเป็นชัยภูมิที่เป็นมงคลยิ่งแท่นศิลาจารึกที่สุสาน ให้เขียนไว้ว่า สุสานแห่งซักบ้อเซียน ซึ่งได้รับการบูรณะ ในปีกวงลูที่ 13 เจ้าของสถานที่ห่งกังคือ โหล่ว เกี้ยก นับจากสมัยราชวงศ์หมิงจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 600 ปี มาแล้ว |
|
| |
ประวัติองค์เจ้าแม่สวรรค์ |
|
|
| |
 |
ขออภัยอยู่ระหว่างค้นหาข้อมูล |
|
| |
|
|
|
| |
ประวัติสมเด็จพระอนุตรธรรมมารดา (เอี่ยวตี้กิมบ้อ) |
|
|
| |
 |
พระแม่เอี่ยวตี้กิมบ้อ ทรงอิทธิฤทธิ์เก้าสายประเสริฐ ตามพระสูตร หยง เฉิน จิ เซียน ลู่ กล่าวว่า " กิม บ้อ เป็นเทพธิดาอันดับหนึ่ง ประเสริฐสุดดัง ไซฮัว ทรงเป็นที่นับถือของ เหล่าชาวหยิน ทรงอิทธิฤทธิ์มากมายมหาศาล ทรงให้กำเนิดสรรพสิ่งที่เป็นเคียงคู่ กับเทพเจ้า ตัง ฮัว ตี้ กุง ร่วมกันให้กำเนิดแก่ บักกง หรือ มู่กง บักกง ถือกำเนิดใน มหาสมุทร ด้วยฤทธิ์อำนาจของเทพเจ้าไซ ฮั้ว ทรงให้กำเนิดเทพธิดาเจ้าแม่ กิมบ้อ ทรงประสูตร ณ ซิ่ง จิว อี่ ชวง มีปีกเหาะเหิรเดินอากาศ ทรงควบคุมพลังมรรคาแห่ง หยิน และควบคุมดินแดนทางทิศตะวันตก ทรงเป็นที่ริเริ่มของขั้วฝ่ายหยิน ท่านทรง ควบคุม เหนือหล้า ใต้หล้า สามภพสิบทิศทาง เหล่าบรรดา สตรีทั้งหลายที่บรรลุมรรคาแห่งเซียนจะไปสถิตกับท่านที่วิมาน บนภูเขา กูซาน ในเทือกเขา คุนลุ้น ซึ่งเป็นที่ที่เจ้าแม่สถิตอยู่อัน เทือกเขา คุนลุ้น นี้ เทพเจ้าง้วนสี เทียงจุง ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด หมื่นชั้นฟ้า |
|
| |
ทรงเป็นผู้ประทานเขา กูซาน ในสมัยพระเจ้า อึ่งตี่ ทรงกำราบปราบปราม ซีอิ๋วๆ ได้สำแดงเดช บันดาลเมฆหมอกมากมายปกคลุมไปทั่ว สุดทีบรรดาเหล่าทวยเทพขุนนางสวรรค์จะต้านทาน พระเจ้าอึ่งตี่ จึงไปเฝ้า เจ้าแม่ไซอ่วงบ้อ เจ้าแม่ได้ประทานพระยันต์ กล่าวว่า ไท่อิก (ดวงอาทิตย์) อยู่เบื้องหน้า ชัยชนะอยู่ที่นั่น สงครามจึงยังคงดำเนินต่อไป เจ้าแม่ได้ให้ เทพธิดาใส่ชุดเกราะอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงรูปลักษ์หน้ามนุษ ร่างปักษา นามว่า กิว เทียน เฮี่ยง นึ่ง ลงมาช่วยพระเจ้าอึ่งตี้ ทำสงครามการ ควบคุมใต้หล้าของพระเจ้าอึ่งตี่ ก็เป็นไปตาบัญชาของเจ้าแม่กิมบ้อ ในบันทึกชีวะประวัติของพระเจ้า จิวมกอ้วง ว่า พระองค์ ทรงสังสรรค์ กับเซียน เทพเจ้า ในวัน กะจื้อ ทรงเป็นแขกของเจ้าแม่ไซอ่วงบ้อ ณ สระอโนดาษ( เอี่ยว ตี้ )ซึ่งวันประสูติองค์พระแม่เจ้าเอี่ยวตี๊กิมบ้อ วันที่ 18 เดือน 7 (จันทรคติจีน) |
|
| |
ประวัติองค์ตั๋ว เหล่า เอี้ยกง (เจ้าพ่อเสือ) |
|
|
| |
 |
ยุคเขียว บรรพกาลล่วงมาแล้ว เมืองลกฮง กึงตัง ประเทศจีน ยังมี มานพหนุ่มรูปร่างกำยำ ใหญ่ผู้หนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นคนฆ่าหมูและ วัวเพื่อส่งไปยังตลาดจำหน่าย คืนหนึ่งเกิดนิมิตฝันเห็นนักพรต แต่งตัวแบบนักบวชเต๋ามาหา และบอกให้เขาวางมือจากการฆ่าสัตว์ ได้แล้ว ว่ามานพมิได้เกิดมาเพื่อการนี้ แต่ท่านเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ควรหันมาบำเพ็ญธรรมแล้วจะสำเร็จ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมามานพหนุ่ม ประหลาดใจในนิมิตฝันนั้น จึงปรึกษาหารือกับมารดา เพราะเขาเป็น บุตรกำพร้า บิดาเสียแต่เขายังเยาว์วัย มีเพียงมารดาที่เลี้ยงดูอบรม เขามา มารดาปรกติเป็นคนใจบุญ จิตใจมีเมตตา จึงเห็นด้วยกับ ความฝันของผู้เป็นบุตร ทั้งสองจึงตกลงยุติการฆ่าสัตว์ขายอันเป็น อาชีพของมานพหนุ่ม เมื่อตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปได้ 3-4 วัน นักพรตที่นิมิตฝันก็มาปรากฏกายที่หน้าบ้าน ถามมานพหนุ่มว่า เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ที่จะบำเพ็ญพรตให้สำเร็จหรือยังมานพหนุ่ม |
|
| |
ตอบตกลงทันที และจัดการทรัพย์สินรวบรวม เป็นเงินก้อนหนึ่งไว้เลี้ยงดูมารดาผู้ชรา แล้วเก็บข้าวของออกเดินทางตามนักพรตขึ้นเขา ไปบำเพ็ญพรต ด้วยความมานะ ตั้งใจหมั่นปฏิบัติบำเพ็ญ แต่การปฏิบัติก็ไม่มีความก้าว หน้าประสพผลแต่อย่างไร ศิษย์ที่มาใหม่ต่าง สำเร็จไปก่อนเขา ทำให้มานพหนุ่มรู้สึกเสียใจท้อใจ วันหนึ่งจึงถามท่านนักพรตผู้อาจารย์ว่า เขาจะมีวันสำเร็จธรรมไหม ท่านอาจารย์ตอบแก่เขาว่า ตราบใดที่ภายในของเขา ยังสีดำอยู่ ก็อย่าถามถึงความสำเร็จเลย พอกลับไปถึงห้องพัก มานพหนุ่ม ครุ่นคิดอย่างหนัก อีกทั้งเสียใจ ข้องใจในคำพูดของอาจารย์ว่าภายใน ของเขา สีดำ นั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขามีความตั้งใจมั่นมาบำเพ็ญธรรม ก็เพื่อ ความสำเร็จ ถ้าภายในคืออุปสรรค เขาก็ยินดี พลีชีพเพื่อบูชาธรรมที่หวังจะ สำเร็จนั้น ๆ คิดได้ดังนั้น เขาก็คว้ามีดขึ้นมาคว้านท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมา พอเครื่องในเหล่า นั้นหลุดพ้นจากร่าง เขาก็รู้สึกตัวเบา และบรรลุธรรมทันที เนื่องเพราะอาชีพที่ฆ่าสัตว์มามาก และมานพหนุ่มเอาชีวิตตนแลกธรรม เพื่อ ทดแทนบาปเคราะห์กรรม ที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญได้สำเร็จ อาจารย์นักพรตทราบความ เร่งรุดมาที่ห้องพักมานพหนุ่ม เข้าช่วยเหลือรักษา พยาบาลจนมานพหนุ่มเป็นปรกติ โดยท้องมานพหนุ่มปราศจากลำไส้ และ กระเพาะ แต่มิเป็นอุปสรรคต่อการดำรง ชีวิต เพราะฌานสมาบัติแห่งธรรม หล่อเลี้ยงรักษาให้เป็นอยู่ เมื่อสำเร็จธรรม นักพรตเห็นสมควรที่ท่านจะลงจากเขาไปโปรดผู้คน ก่อนจากกันท่านอาจารย์ได้ มอบธงให้มานพหนุ่มผืนหนึ่ง เป็นสีขาว มานพจัดเตรียมสัมภาระลงเขาโดยเอากระเพาะและลำไส้ ของเขา ที่ตากแห้ง เก็บไว้นำติดตัวลงมาด้วย ครั้นเดินทางถึงตีนเขา ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ของหญิงสาวจึงเข้าไปดู พบหญิงท้องแก่กำลัง จะคลอดบุตร มานพหนุ่มบอกแก่หญิงคนนั้นว่า ท่านเป็นผู้ชาย และเป็นนักบวช มิใช่หน้าที่ ที่จะช่วยการคลอดได้ ได้แต่มอบธงผืนที่ อาจารย์มอบให้แก่หญิงคนนั้น เพื่อรองรับเด็กทารก หญิงคนนั้นคลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อตัดสายสะดือเช็ดคราบเลือดแล้ว ยกทารกน้อยอุ้มขึ้นในอ้อมกอด หญิงคนนั้นได้ขอบใจท่านมานพหนุ่ม และส่งคืนธงที่เปื้อนเลือดคืนแก่ท่าน มานพหนุ่มจึงนำธงไปล้าง ที่ชายคลอง พอธงจุ่มลงน้ำ น้ำในคลองพลันเปลี่ยนเป็นสีดำทันที รวมทั้งธงของเขาก็กลายเป็นสีดำด้วย โดยไม่ได้ระวัง ระหว่างที่ล้าง กระเพาะและลำไส้ที่เก็บไว้ชายพก ตกลงไปในน้ำ เขาก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นภาระเก็บรักษาอีกต่อไป มานพหนุ่มลงเขา โปรดผู้คนอยู่ จวบจนสิ้นวาระขัยจากมนุษย์โลก ไปเสวยทิพย์สมบัติ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จ้าวแห่งสวรรค์ โปรดประทานยศให้เป็น ผู้ตรวจการภพสาม ตำแหน่ง “เหี่ยงเทียนเสี่ยงตี่” ผู้พิชิตมาร โดยมีธงเทพโองการดำเป็นอาญาสิทธิ์ ธงสีดำเป็นสัญลักษณ์ของท่าน เป็นธงบัญชาการของเจ้า หรือเทพพรหม มีลัญจกรอยู่ในธง อาญาสิทธิ์เฉียบขาด มีแม่ทัพทั้ง 5 เป็นบริวาร กล่าวถึงกระเพาะและลำไส้ ที่ตกลงไปในน้ำ เกิดสัตว์ประหลาดสองตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และได้ทำลายพืชพรรณ กินสัตว์เลี้ยงของ ชาวบ้าน ชาวบ้านบวงสรวงเซ่นไหว้ เหล่าเทพเจ้าขอความคุ้มครองปกปักรักษา เทพผู้พิทักษ์จึงรายงานขึ้นทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึง มีพระบัญชาให้ ผู้พิชิตมาร เหี่ยงเทียนเสี่ยงตี่ ลงมาปราบสัตว์ประหลาดทั้งสอง พอพบสัตว์ประหลาดทั้งสอง จึงทราบว่าเป็นกระเพาะ และลำไส้ของตนที่ปีศาจร้ายเข้าไปสิงสถิตอยู่นั่นเอง กระเพาะกลายเป็นเต่า และลำไส้กลายเป็นงู ท่านจึงกระโดดลงยืน เท้าข้างหนึ่ง เหยียบเต่า และเท้าอีกข้างเหยียบงูไว้ สยบสัตว์ปีศาจร้ายทั้งสองจนหมดฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธา จึงจัดสร้างศาลเจ้าและรูปปั้น ท่านขึ้นบูชา สัญญลักษณ์ของท่านจึงกลาย เป็นเท้าเหยียบเต่าเหยียบงู และ ธงของท่านเป็นสีดำ ต่ำแหน่งตั่วเหล่าเอี๊ย “ปักเก็กจิง บู้เหี่ยงเทียนเสี่ยงตี่” โดยมีเสือเป็นบริวารพาหนะ ที่ผู้คนกราบไหว้นับถือมาจนถึงทุกวันนี้ หน้าที่ผู้พิชิตมาร ดูแล ปกป้อง สืบสาน ศาสนจักร อาณาจักร ให้ดำรงมั่น |
|
| |
|
|
|